Workshop การพัฒนาประชาธิปไตยไทยด้วยการสร้างพลเมือง

เมื่อเร็วๆนี้สถาบันนโยบายการศึกษา โดยการสนับสนุนของมูลนิธิคอนราด  อาเดนาวร์  ร่วมกับ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ได้จัด Workshop การพัฒนาประชาธิปไตยไทยด้วยการสร้างพลเมือง โดยมี คุณทิพย์พาพร  ตันติสุนทร  ผู้อำนวยการร่วม สถาบันนโยบายศึกษา เป็นวิทยากร  การจัดโครงการดังกล่าว  ถือเป็นกิจกรรมสำคัญของการประชุมผู้ประสานถาวรประจำภาคและจังหวัด มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย (P-NET)

คุณทิพย์พาพร   เปิดประเด็นว่า เหตุที่่ต้องพูดเรื่อง  การศึกษาเพื่อการสร้างพลเมือง  (Civic Education) เพราะประเทศไทยมีปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองมาตลอด   ซึ่งมีสาเหตุมาจากประชาชนไม่มีจิตสำนึกทางการเมือง ไม่รู้เรื่องการเมือง  เพราะฉะนั้น เราต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ด้วยการแก้ที่คน  เพราะองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการสร้างสังคมประชาธิปไตย  (Democratization) คือ ประชาชน ที่ทำให้เกิดเปลี่ยนแปลงในทุกเรื่อง เป็นตัวแปรในการสร้างการเปลี่ยนแปลง กฎ กติกา ทางการเมือง ซึ่งรวมถึงรัฐธรรมนูญด้วย

ดังนั้น  Civic Education  หรือ การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง   จึงเป็นกระบวนการต้นทางที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ  โดยมีเป้าหมายให้ประเทศมี การเมืองที่มั่นคง สร้างประชาชนที่มีคุณภาพพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและรู้เท่าทันทางการเมือง (Political Litaracy)  เพื่อเป็นผู้สร้างเสถียรภาพทางการเมืองเป็นเป้าหมายนั่นเอง

 Civic Education  เป็นกลไกทางการศึกษามีหน้าที่  สร้างความรู้  ทัศนคติ สร้างวิถีชีวิต หล่อหลอมสังคมและสร้่างวัฒนธรรมทางการเมือง การที่จะมี  Civic Education   ได้นั้น ต้องมีรัฐบาลและภาคสังคมเป็นผู้ผลักดัน  และมีการรองรับโดยรัฐธรรมนูญ นโยบายของรัฐรวมถึงกฎหมายต่างๆด้วย  

การสร้างพลเมือง ต้องทำตั้งแต่เด็ก  โดยเฉพาะในโรงเรียน  เพราะคนเป็นผลผลิตทางการศึกษาและการหล่อหลอมทางสังคม เราต้องสร้างคนให้มีความรู้และเข้าใจทางการเมือง  เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกคน  เมื่อไปลงคะแนนเด็กเหล่านี้ต้องรู้ว่า การลงคะแนนของพวกเขาเป้าหมายอยู่ที่ผลประเทศชาติ ไม่ใช่ที่พรรคการเมือง

 

“การศึกษาที่มีความหมายต้องสามารถสร้างพลเมืองที่เป็นประชาธิปไตย”

ทั้งนี้เรื่อง การศึกษา กับการสร้างพลเมือง  ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ผ่านมานักคิดและนักปรัชญาการเมือง ได้กล่าวถึงเรื่องนี้มานานแล้ว   โดย   John Dewey  นักการศึกษาชื่อดัง  กล่าวว่า   “การศึกษา ถ้าจะมีความหมาย จะต้องสร้างพลเมืองที่เป็นประชาธิปไตย”

สอดคล้องกับ  Paulo Freire นักปฏิวัติการศึกษาชื่อดัง ได้กล่าวว่า “ครู “คือ ผู้ทำงานด้านวัฒนธรรม และเป็น ผู้สร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น  ด้วยเหตุนี้  “โรงเรียน”  ก็คือ สถาบันสอนวัฒนธรรมทางการเมืองประชาธิปไตย  (Democracy Hub)  และ “การศึกษา”  คือ การแสดงออกทางการเมือง ( Political Acts)  ที่โรงเรียนต้องบ่มเพาะให้เกิดเป็นนิสัยและบุคคลิกภาพของความเป็นนักประชาธิปไตยตั้งแต่เด็กจนโต

ขณะที่นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ของประเทศไทย อย่าง ชัยอนันต์  สมุทรวณิช  กล่าวว่า  “การศึกษาเพื่อการสร้างพลเมือง (Civic Education)  เป็นการเชื่อมโยง “การเมือง” กับ “การศึกษา” เข้าด้วยกัน  คือ การสร้างพลเมืองผ่านระบบการศึกษาภายใต้ระบบการเมืองของรัฐ เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่พลเมืองตั้งแต่ต้น”   

คุณทิพย์พาพร ขยายประเด็นเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น โดยชี้ว่า   เหตุที่ต้องมีการเตรียมความพร้อมให้แก่พลเมืองตั้งแต่ต้น โดยผ่านระบบการศึกษาเพราะว่า  หากคนไม่เข้าใจระบบการเมือง คนเหล่านี้ก็จะเป็นเหยื่อการเมือง ถือเป็นการศึกษาที่สูญเปล่า เพราะประเทศของเราปกครองโดยระบบการเมืองที่ใช้ภาษีของประชาชน และใช้ทรัพยากรจากทุกแหล่งของประเทศ  ซึ่งมีนักการเมืองที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้าไปบริหารจัดการ ในนามของประชาชนจากการเลือกตั้ง

​ เพราะฉะนั้น คนไทยต้องมีความตระหนักในเรื่องนี้ ภาษีของเรามาจากไหน หายไปไหน  ซึ่งวิชาเหล่านี้ควรอยู่ในวิชาคณิตศาสตร์   ทำอย่างไรที่วิชาการเรียนต่างๆ ยึดโยงกับการเมืองและประชาธิปไตย  เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจและเห็นว่าการเมืองเป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นเรื่องของสังคม  โดยทั้งนี้หมดนี้ต้องไม่มีการชี้นำและให้นักเรียนมีอิสระในการคิด วิเคราะห์อยู่เสมอ ทั้งนี้เพื่อปลูกฝังสำนึก “ความเป็นเจ้่าของ” สังคมที่อยู่นั่นเอง

ทั้งนี้ในชีวิตจริงนั้น  ห้องเรียนใหญ่ของชีวิตอยู่ในสังคม  ห้องเรียนในสถานศึกษาเป็นแค่สังคมจำลอง แต่ที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยใช้สถานศึกษาเป็นสังคมจำลองเพื่อให้เห็นความจริง   หากแต่เราสอนตามตัวหนังสือ ไม่ได้ดึงกรณีศึกษาจากสังคมด้านนอกมาสอนเด็กจึงทำให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้เรียนรู้ชีวิตจากสังคม  พอพวกเขาต้องออกไปข้างนอกก็จะเกิดปัญหาแบบทุกวันนี้  คือ แก้ปัญหาไม่เป็นและเพิ่มปัญหามากขึ้นอีก

 

เปลี่ยนกระบวนทัศน์การศึกษา เพื่อสร้างยีนประชาธิปไตย

ผู้อำนวยการร่วมสถาบันนโยบายศึกษา   กล่าวต่อว่า   มีคำกล่าวว่า  “เพราะมนุษย์ไม่มียีนประชาธิปไตยจึงต้องสร้างตั้งแต่เด็ก”  และการศึกษาไทยต้องมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่  ด้วยการสร้างคนให้มีความสามารถ 3 ด้าน คือ  วิชาการ วิชาชีพ และ  ต้องเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Active Citizen)    ซึ่งประเทศไทยไม่เคยมีทำเรื่องนี้มาก่อน เพราะเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่สอนมากกว่าการอ่านออกเขียนได้ คิดเลขเป็นและรู้เทคโนโลยี   หากแต่ต้องเพิ่มการสร้างให้เกิดการเรียนรู้สังคมเตัวเองและสังคมโลก มีทักษะในการอยู่ร่วมกับคนอื่นได้และใช้สิทธิเสรีภาพอย่างรับผิดชอบเสมอ

“ที่สำคัญที่สุดเราต้องทำให้ทุกคน  รู้การเมืองอย่างเข้าใจ  รู้สังคมทางการเมือง  โครงสร้างการเมือง และ อำนาจอธิปไตยของตัวเอง     คำที่  โทมัส  เจฟเฟอร์สัน พูดไว้ดีมาก ว่า “คำว่าอำนาจอธิปไตย ไม่มีคลังหรือสถานที่ใด ที่จะเก็บได้ดี เท่ากับการเก็บได้ดีเท่ากับตัวของพลเมืองเอง   เพราะฉะนั้น ตรงนี้นอกจากจะมีความรู้อ่านออกเขียนได้ รู้ด้านเทคโนโลยี  เขาต้องรู้การเมือง และมีสำนึกการเมือง  รู้จักคิดอย่างมีวิจารณญานและรับผิดชอบต่อสังคมประเทศชาติเป็นสำคัญ”

เพราะที่ผ่านมาเราเน้นให้นักเรียนแข่งกันเรียนเพื่อไปหางานทำ สร้างความมั่งคั่งให้ตัวเอง ไม่สนใจและไม่เคยยึดโยงต่อเป้าหมายของชาติ  (National Goal) และ ผลประโยชน์แห่งชาติ (National Interest)  จึงมักจะได้ยินคำที่พูดว่า “ประเทศไม่ใช่ของเราคนเดียว ไม่ต้องทำก็ได้” ดังนั้น หากเราสามารถออกแบบระบบการศึกษาเพื่อสร้างคนให้มีความสามารถทั้ง  3 ด้าน  ก็จะทำให้ทุกคนไม่ว่าจะมีอาชีพอะไรก็จะสวมหมวกการเป็นพลเมืองด้วยกันทั้งสิ้น

นอกจากนี้ต้องทำให้ครูที่สอนมีพื้นฐานทางการเมือง/รัฐศาสตร์เบื้องต้น  ให้รู้ว่าที่มาของอำนาจ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์  เรื่องสิทธิเสรีภาพ ศาสนาและวัฒนธรรมมีความสำคัญอย่างไร  ต่้องมีการฝึกฝนตั้งแต่ห้องเรียน ไม่เช่นนั้นครูก็จะสอนแค่เรื่องเกี่ยวกับประชาธิปไตยคืออะไร ( About Democracy) และบอกว่า  ประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้ง แต่ ไม่ได้สอนผ่านกระบวนการประชาธิปไตย  (Through  Democracy)ด้วยการคิด ลงมือปฏิบัติ  ว่ามีเงื่อนไขอย่างไร เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองอย่างไร   นี่คือปัญหาของสังคมไทยที่ไม่มีการยึดโยงการออกแบบสังคม การออกแบบคน ให้เข้ากับระบบการศึกษา

ปัจจุบันการศึกษาไทยยังไม่ให้ควาามสำคัญกับเรื่องสร้างพลเมืองในแนวทางนี้   จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่จะต้องสร้่าง   เจตจำนงค์ทางการเมือง (Political Will)  และ เจตจำนงค์ของสังคม (General Will)  มารองรับ ว่าเราอยากให้ประเทศไทยมีระบบการศึกษาแบบนี้ ให้อยู่ทั้งใน รัฐธรรมนูญ พรบ.การศึกษา แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รวมถึง นโยบายของพรรคการเมืองต่างๆเพื่อกำหนดนโยบายต่อไป  เพื่อที่เราจะสามารถสร้่างคนมารองรับสังคมที่เราออกแบบไว้ได้

อย่างไรก็ตามปัญหาที่สำคัญกว่านั้นเรายังไม่เคยออกแบบสังคมเลยว่าคนไทยอยากเห็นสังคมประชาธิปไตยไทยให้มีหน้าตาเป็นอย่างไร คนไทยไม่เคยมีการออกแบบร่วมกัน แต่ใช้ระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตกซึ่งยังไม่มีการศึกษาเพื่อปรับให้เข้ากับบริบทและสังคมวิทยาของประเทศไทย   หรือปรับแนวคิดประเทศไทยให้เข้ากับแนวคิดประชาธิปไตย ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาในเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อสร้างบริบทสังคมประชาธิปไตยไทยให้เหมาะสม  มิเช่นนั้นการเมืองไทยจะวนเวียนอยู่ในกับการประชาธิปไตยจากการเลือกตั้งและสลับกับการมีรัฐประหาร  จนการเมืองไทยสะดุดอยู่หลายครั้ง

ครั้งแรกกับการออกแบบ “สังคมประชาธิปไตยในจินตภาพ”   

คำถามดังกล่าวกลายเป็นกิจกรรมไฮไลท์สำคัญของการทำ Workshop โดยการให้ผู้เข้าร่วมเเขียนแนวคิด “สังคมประชาธิปไตยในจินตภาพ” ที่พวกเขาอยากเห็น โดยผู้เข้่าร่วมประชุมได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างกว้างขวาง เพราะคำถามดังกล่าวเป็นเรื่องที่คนไทยมองข้ามมาเป็นเวลานาน จนเราไม่เคยได้ออกแบบบ้านซึ่งเป็นประเทศของเราเลย  ถือเป็นครั้งแรกที่เราได้ตั้งคำถามนี้เพื่อทบทวนภาพการเมืองร่วมกันว่าจากจุดนี้เราอยากเห็นการเมืองไทยเป็นแบบไหน

คุณทิพย์พาพร  กล่าวว่า   ทั้งนี้การออกแบบสังคมประชาธิปไตย  ต้องคำนึงถึงสภาพสังคมวิทยา ประวัติศาสตร์และพัฒนาการทางการเมืองและสังคมของไทยที่มีมาอย่างยาวนาน  เราไม่จำเป็นต้องลอกแบบใคร แต่ต้องมีการคำนึงถึงคุณค่าหลักที่เป็นสากลและต้องยึดโยงเชื่อมกับโลกประชาธิปไตยตรงนั้น  ขณะเดียวกันเนื้อในของเราที่ดีเราต้องมีการพัฒนาต่อและยกของเราขึ้นมาให้เป็นสากลได้ด้วย   นี่คือโจทย์ทางสังคมที่เราต้องช่วยกันคิด เพื่อการสร้างสังคมประชาธิปไตยไทยให้มีความมั่นคง

หลังจากที่ได้ให้เวลาปรึกษาหารือกัน  ผู้เข้าร่วมประชุมได้เสนอภาพสังคมประขาธิปไตยท่ี่พวกเขาอยากเห็น คือ ต้องเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุดและเป็นเจ้าของอำนาจ  และประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่ต้องเป็นวิถีชีวิตด้วย   โดยที่ประชาชนต้องรู้หน้าที่และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและบ้านเมือง   มีการกระจายอำนาจให้ชุมชนสามารถกำหนดชะตาชีวิตตัวเองได้  สามารถมีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากร   การบังคับใช้กฎหมายต้องมีความเป็นธรรมและมีความเสมอภาคเพื่อลดปัญหาคอรัปชั่น

นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นด้วยว่า ในจินตภาพสังคมประชาธิปไตยไทย  ข้าราชการต้องดูแลผลประโยชน์ของรัฐ   ประชาชนต้องมีสำนึกพลเมือคำนึงถึงส่วนรวมก่อนส่วนตนและในทางการเมืองต้องมีความคิดที่เป็นอิสระไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง  นักการเมืองต้องตรวจสอบได้   ไม่มีการผูกขาดประเทศไทย

หลังจากร่วมกันออกแบบสังคมประชาธิปไตยที่อยากเห็นแล้ว ในฐานะที่ประชาชนคนไทยเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (Voter) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ​ว่าเราจะได้ผู้แทนแบบใดมาบริหารประเทศ  คำถามสำคัญคือ ผู้ลงคะแนนที่มีคุณภาพ (Qualitative Voter)  ที่จะเดินเข้าคูหาควรจะเป็นเช่นไร และเราสามารถสร้างพวกเขาได้อย่างไร

ตรงนี้เป็นหน้่าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันสร้าง โดยเฉพาะภาคประชาชนที่มีบทบาทตรวจสอบการเลือกตั้ง เช่น องค์กรกลาง ที่ควรทำมากกว่าการจับผิดการเลือกตั้ง แต่ควรเน้นสร้างการรับรู้ในทางการเมืองและให้การศึกษาทางการเมืองเพื่อให้ได้ผู้เลือกตั้งที่มีคุณภาพมากๆ  เพราะจะทำให้เขาไปเลือกผู้แทนที่มีคุณภาพด้วยนั่นเอง   

โดยผู้ร่วมประชุม เห็นพ้องกันว่า ผู้ลงคะแนนที่พวกเขาอยากเห็น คือ   ต้องเป็นผู้ที่มีข้อมูลของผู้สมัครอย่างครบถ้วน สามารถลงคะแนนได้อย่างอิสระ   มีความคิดและวิจารณญานทางการเมือง โดยต้องเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นเรื่องสำคัญในการทำหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมือง   เพราะมีผลต่อการทิศทางของประเทศ  ไม่สามารถวางเฉยได้   อีกทั้งต้องทำหน้าที่ตรวจสอบภายหลังการเลือกตั้งโดยติดตามการทำงานของผู้แทนอีกด้วย

ทั้งหมดนี้คือภาพรวมของการประชุมและการทำ Workshop ในวันนั้น ซึ่งคำถามสำคัญทั้งสองคำถาม ว่าเราอยากเห็นสังคมประชาธิปไตยของไทยเป็นอย่างไร และผู้ลงคะแนนเลือกตั้งที่มีคุณภาพควรจะเป็นอย่างไร  เป็นคำถามและเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนควรจะช่วยกันหาคำตอบและช่วยกันสร้างเพื่อให้เกิดเป็นจริงด้วย

กลับหน้าหลัก

ภาคีเครือข่าย