จากวัวพันหลัก อาจนำไปสู่วิกฤติลิงแก้แห

จากวัวพันหลัก อาจนำไปสู่วิกฤติลิงแก้แห

 สกุล สื่อทรงธรรม

  กรรมการ มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย

 

ห้วงเวลานี้ อยู่ในระยะการจัดทำพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เป็นเครื่องมือของการเปลี่ยนผ่านไปสู่บริบทประเทศภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่

อันที่จริงการจัดทำ พ.ร.ป.ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการในขณะนี้สี่ห้าฉบับอาจไม่เป็นปัญหาให้มีข้อถกเถียงขัดแย้งระหว่างองค์กรอิสระกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเลย หากมิใช่เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไปเขียนในบทเฉพาะกาลให้การจัดทำ พ.ร.ป. ทั้งสิบฉบับ ต้องเป็นไปตามมาตรา ๒๖๗ ของรัฐธรรมนูญ แทนที่จะใช้กระบวนการที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒  

มาตรา ๒๖๗ กำหนดให้การจัดทำ พ.ร.ป. ทั้งสิบฉบับ ต้องเป็นการจัดทำโดย กรธ. ให้แล้วเสร็จในสองร้อยสี่สิบวัน และเมื่อนำ พ.ร.ป. แต่ละฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว สนช. จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน  (หากไม่แล้วเสร็จก็ต้องใช้ร่างของ กรธ.) และหากมีความคิดเห็นไม่ตรงกันของ สนช. กรธ. กับศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง  ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของทั้งสามฝ่ายภายในสิบวันหลัง สนช.มีมติในวาระสาม โดยศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระจะสามารถส่งผู้แทนคือประธานเพียงคนเดียวเข้าร่วมในคณะกรรมาธิการร่วมสิบเอ็ดคน อีกสิบคนคือตัวแทนจาก กรธ. ผู้ยกร่าง กับตัวแทน สนช.ฝ่ายละห้าคน

เมื่อคณะกรรมาธิการสามฝ่ายพิจารณาแล้วจึงนำเสนอต่อ สนช. ภายในสิบห้าวันเพื่อลงมติให้ความเห็นชอบ ซึ่งใช้เสียงสมาชิก สนช. เกินกว่ากึ่งหนึ่งก็ผ่าน แล้วนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อทูลเกล้าฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้เป็นกฎหมาย ตามมาตรา ๘๑  หากจะไม่ให้กฎหมายผ่าน สนช.จะต้องลงมติด้วยเสียงไม่เห็นชอบเกินสองในสามขึ้นไป ซึ่งในกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นยากมาก เพราะในสามวาระที่พิจารณา พ.ร.ป. บางฉบับก็ได้มีมติเห็นชอบไปด้วยดี จึงยากจะหาเหตุผลมาคว่ำกฎหมายที่สภาได้เห็นชอบไปแล้ว

จะเห็นได้ว่า พ.ร.ป.ที่ผ่านความเห็นชอบของ สนช. โดยเฉพาะ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง กับ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ล้วนมีข้อถกเถียงในเรื่องความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในบางมาตรา เช่น ประเด็นการเซ็ทซีโร่ กรรมการการเลือกตั้งทั้งชุด ใน พ.ร.ป. ว่าด้วย กกต. กับ การให้พรรคการเมืองต้องจัดทำไพรมารีโหวต ก่อนส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง   ดังนั้นจึงมีการตั้งคำถามว่า มาตรา ๒๖๗ กำลังจะก่อให้เกิดปัญหาความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

เนื่องจากการร่าง พ.ร.ป. ทั้งสิบฉบับ ไม่เปิดช่องทางให้ประธานรัฐสภา(หรือ ขณะนี้คือ ประธาน สนช.) ยื่นกฎหมายที่ผ่าน สนช. ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาในประเด็นที่สงสัยว่าอาจไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ  สร้างความอิหลักอิเหลื่อให้ประธาน สนช. ซึ่งถูกกีดกันออกไปจากการทำหน้าที่และอำนาจตามมาตรา ๑๓๒ (๒)

สรุปจากกระบวนการข้างต้น ก็คือ บทเฉพาะกาลได้กำหนดขั้นตอนที่ขัดกับบทหลักของการจัดทำ พ.ร.ป. และพ.ร.บ. ปกติ ในมาตรา ๑๓๒   เท่ากับเป็นการโอนอำนาจของศาลฎีการ กับศาลรัฐธรรมนูญมาไว้ที่ กรธ. แบบเบ็ดเสร็จ

  มาตรา ๑๓๒ ถือว่าเป็นบทหลักของการจัดทำร่าง พ.ร.ป. ตามมาตรา ๑๓๑ ซึ่งมี พ.ร.ป. ที่จะต้องจัดทำ ๑๐ ฉบับ เช่นเดียวกับมาตรา ๒๖๗ ในบทเฉพาะกาล  หากการจัดทำ พ.ร.ป. ตามบทเฉพาะกาลมีข้อจำกัดในเชิงเปรียบเทียบกับมาตรา ๑๓๒ ทั้งในเรื่องระยะเวลา ( ๖๐ วัน แทนที่จะเป็น ๑๘๐ วัน) และช่องทางที่เปิดให้รัฐสภาต้องส่งร่างที่สมาชิกเห็นชอบไปให้ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องตามมาตรา ๑๓๒ (๒) แต่ในมาตรา ๒๖๗ กลับไม่มี  โดยกระบวนการจัดทำ พ.ร.ป. ตามมาตรา ๑๓๑ จึงไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะเมื่อไปใช้บทบัญญัติในบทเฉพาะกาลมาบังคับในทางปฏิบัติให้จัดทำ พ.ร.ป.ทั้งสิบฉบับ จึงเป็นการให้อำนาจเต็มๆ กับ กรธ. นั่นเอง

    เมื่อในขั้นตอนการจัดทำ พ.ร.ป. ในแต่ละฉบับมีสัญญาณที่เป็นเหมือนวัวพันหลัก ก็พอจะมองไกลในอนาคตอันใกล้ เมื่อถึงเวลานำ พ.ร.ป.มาใช้ว่า คงมีปัญหาเข้ามาไม่หยุดหย่อน อาจนำไปสู่วิกฤติของลิงแก้แหค่อนข้างแน่

    ฉากความยุ่งยากที่จะปรากฏต่อสายตาประชาชนอาจเริ่มตั้งแต่การสรรหา กกต. ชุดใหม่ ไปจนถึงการจัดขบวนของพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ ทันทีที่ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองออกมาบังคับใช้

หมายเหตุ

รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๒ ว่า

มาตรา ๑๓๒ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นอกจากที่บัญญัติไว้ดังต่อไปนี้ ให้กระทำเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติ

การเสนอร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้เสนอต่อรัฐสภา และให้รัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในเวลาหนึ่งร้อยแปดสิบวัน  โดยการออกเสียงในวาระที่สามต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของรัฐสภา  ถ้าที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ารัฐสภาให้ความเห็นชอบตามร่างที่เสนอตามมาตรา ๑๓๑

ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ให้รัฐสภาส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นไปยังศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเห็น ในกรณีที่ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อทักท้วงภายในสิบวันนับแต่วันที่ได้รับร่างดังกล่าว ให้รัฐสภาดำเนินการต่อไป

ในกรณีที่ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบมีข้อความใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ หรือทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้ ให้เสนอความเห็นไปยังรัฐสภา และให้รัฐสภาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วัที่ได้รับความเห็นดังกล่าว ในการนี้ ให้รัฐสภามีอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอของศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระตามที่เห็นสมควรได้ และเมื่อดำเนินการเสร็จแล้ว ให้รัฐสภาดำเนินการต่อไป

 

กลับหน้าหลัก

ภาคีเครือข่าย